บำบัดน้ำเสียผิดวิธี! 7 ผลกระทบที่โรงงานต้องรู้ อัปเดต 2026

Last updated: 19 มิ.ย. 2569  |  36 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ถังบำบัดน้ำเสียไฟเบอร์กลาส FRP M-TECH ติดตั้งหน้าโรงงานอุตสาหกรรม

M-TECH Water Solution ผู้ผลิตถังบำบัดน้ำเสียไฟเบอร์กลาส FRP สำหรับภาคอุตสาหกรรม ขอนำเสนอข้อมูลที่ผู้ประกอบการทุกรายควรรู้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนสาย ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมและชุมชนรวมกันราว 9.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่หน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศจัดการได้เพียง 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เท่านั้น หมายความว่ายังมีน้ำเสียอีกราว 6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ที่ไม่มีระบบกำจัดรองรับอย่างเหมาะสม

โรงงานที่บำบัดน้ำเสียผิดวิธีหรือไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย เสี่ยงทั้งค่าปรับ คดีอาญา การถูกสั่งปิด และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม-ชุมชนรอบข้าง ซึ่งสุดท้ายล้วนส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว


7 ผลกระทบสรุปย่อ

  • ค่าปรับสูงสุด 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ. โรงงาน
  • โทษจำคุก/ปรับทางอาญา กรณีไม่รายงานข้อมูลการบำบัด
  • ถูกสั่งระงับหรือปิดกิจการชั่วคราว กระทบสายการผลิตโดยตรง
  • ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จากชุมชนรอบข้าง
  • ทำลายระบบนิเวศ เมื่อน้ำทิ้งเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
  • กระทบสุขภาพคนในชุมชน ผ่านแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน
  • เสียชื่อเสียงและความเชื่อมั่น ในมุมมอง ESG ของคู่ค้าและนักลงทุน


1. เสี่ยงค่าปรับสูงสุด 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ. โรงงาน


ผู้ประกอบการหลายรายมองข้ามความเสี่ยงทางกฎหมายที่ชัดเจนที่สุด ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 กำหนดระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับโรงงานที่ไม่จัดการของเสียตามหลักเกณฑ์ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กำหนด

โทษระดับนี้อาจดูเป็นเรื่องรับได้สำหรับโรงงานขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่มักตามมาพร้อมกันคือค่าใช้จ่ายในการแก้ไขระบบ ค่าที่ปรึกษา และเวลาที่เสียไปในกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งรวมกันแล้วสูงกว่าค่าติดตั้งระบบบำบัดที่ถูกต้องตั้งแต่แรกหลายเท่า

สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือการปรับตามมาตรานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หากโรงงานยังคงฝ่าฝืนต่อเนื่องหลังได้รับคำเตือนแล้ว โทษสามารถเพิ่มซ้ำได้จนกว่าจะมีการแก้ไข และประวัติการถูกดำเนินคดีจะยังคงอยู่ในฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ ซึ่งส่งผลต่อการขอใบอนุญาตหรือการต่ออายุในอนาคต

แหล่งอ้างอิง: พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ม.45


2. เสี่ยงโทษทางอาญา จำคุกหรือปรับ หากไม่รายงานข้อมูลการบำบัด


นอกจากโทษทางปกครองแล้ว กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทยยังมีโทษทางอาญาที่ผู้ประกอบการมักไม่ทราบ มาตรา 106 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับเจ้าของแหล่งกำเนิดมลพิษที่ไม่จัดเก็บสถิติหรือไม่ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด

ประเด็นที่ต้องเน้นย้ำคือโทษนี้ตกที่ "เจ้าของหรือผู้ครอบครอง" แหล่งกำเนิดมลพิษโดยตรง ไม่ใช่แค่นิติบุคคล หมายความว่าผู้บริหารหรือกรรมการผู้จัดการอาจต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวได้ ประวัติคดีอาญาจากเหตุนี้ไม่เพียงกระทบภาพลักษณ์ส่วนตัว แต่ยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจและการขอสินเชื่อในอนาคตด้วย

ทางปฏิบัติที่ควรทำคือตรวจสอบให้แน่ใจว่าโรงงานมีการจัดทำรายงานผลการบำบัดน้ำเสียอย่างสม่ำเสมอ เก็บสถิติค่าน้ำทิ้งทุกรอบ และส่งรายงานตามช่วงเวลาที่หน่วยงานกำหนด

แหล่งอ้างอิง: พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ม.106


3. เสี่ยงถูกสั่งระงับหรือปิดกิจการชั่วคราว



จากทั้งสองข้อแรก ผลกระทบด้านการเงินยังพอประเมินได้ล่วงหน้า แต่ข้อนี้คือผลกระทบที่กระทบสายการผลิตจริงและคาดการณ์ความเสียหายได้ยากที่สุด

หากผู้ประกอบกิจการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันควร หรือหากพบว่าการประกอบกิจการอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมีอำนาจตาม พ.ร.บ. โรงงาน สั่งให้หยุดประกอบกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ทันที จนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขให้ครบถ้วน

ในทางปฏิบัติ การถูกสั่งหยุดกิจการแม้เพียงหนึ่งสัปดาห์หมายถึงออร์เดอร์ที่ต้องส่งมอบล่าช้า ต้นทุนแรงงานที่ยังต้องจ่ายต่อเนื่อง และที่สำคัญคือความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ลดลงทันที โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงและลูกค้ามีตัวเลือกจำนวนมาก

แหล่งอ้างอิง: พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ม.39


4. เสี่ยงถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากชุมชนรอบข้าง



ผลกระทบจากน้ำเสียที่ไม่ได้รับการบำบัดอย่างเหมาะสมไม่ได้หยุดอยู่แค่รั้วโรงงาน เมื่อน้ำทิ้งที่ไม่ได้มาตรฐานไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงหรือใช้แหล่งน้ำนั้นมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากโรงงานได้โดยตรง

กระบวนการนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะในช่วงปีที่ผ่านมามีคดีลักษณะนี้เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ความตื่นตัวด้านสิทธิสิ่งแวดล้อมของชุมชนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และการเข้าถึงข้อมูลทางกฎหมายก็ง่ายขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัล

นอกจากค่าเสียหายที่ต้องจ่ายแล้ว กระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาลยังกินทั้งเวลาและทรัพยากรของผู้บริหารอย่างมหาศาล และข่าวการถูกฟ้องจากชุมชนมักถูกเผยแพร่ผ่านสื่อท้องถิ่น ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในระยะยาว


5. เสี่ยงทำลายระบบนิเวศ น้ำทิ้งเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด



กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานน้ำทิ้งที่ชัดเจน โดยน้ำเสียที่ปล่อยสู่ธรรมชาติต้องมี:

  • อุณหภูมิไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส
  • ค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร ขึ้นอยู่กับประเภทของโรงงาน
  • ค่า pH อยู่ในช่วง 5–9
  • ค่าความขุ่นไม่เกิน 50 NTU

ถ้าน้ำทิ้งจากโรงงานเกินค่าเหล่านี้ นั่นคือสัญญาณชัดว่าระบบบำบัดมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเพราะถังรั่วซึม ระบบออกแบบไม่ตรงกับปริมาณน้ำเสียจริง หรือการดูแลรักษาไม่สม่ำเสมอ

ผลต่อระบบนิเวศโดยตรงคือค่า BOD ที่สูงเกินมาตรฐานทำให้แบคทีเรียในแหล่งน้ำใช้ออกซิเจนจนหมด ปลาและสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก พืชน้ำเสื่อมโทรม และฟื้นฟูได้ยากมาก กว่าระบบนิเวศจะกลับมาสมดุลอาจใช้เวลาหลายปี


6. เสี่ยงกระทบสุขภาพคนในชุมชนโดยรอบ



เมื่อน้ำทิ้งที่มีค่า BOD หรือ COD เกินมาตรฐานปะปนกับแหล่งน้ำธรรมชาติ ผลกระทบต่อคนในชุมชนเกิดขึ้นหลายระดับพร้อมกัน

แหล่งน้ำอุปโภคบริโภค ที่อยู่ใกล้โรงงานอาจปนเปื้อนสารอินทรีย์และโลหะหนักจากกระบวนการผลิต ชาวบ้านที่ใช้น้ำบาดาลหรือน้ำคลองในการอุปโภคบริโภคได้รับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สะสมในระยะยาว

ภาคเกษตรกรรม ที่ใช้น้ำจากแหล่งเดียวกันในการเพาะปลูกก็ได้รับผลกระทบ เพราะสารปนเปื้อนบางชนิดสามารถสะสมในพืชและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของชุมชน

เมื่อเกิดผลกระทบด้านสุขภาพที่ตรวจสอบย้อนกลับมาถึงโรงงานได้ โอกาสที่จะถูกฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในบางกรณีอาจถูกดำเนินคดีในชั้นศาลโดยตัวแทนส่วนรวมของชุมชน


7. เสี่ยงเสียชื่อเสียงแบรนด์และความเชื่อมั่นจากคู่ค้า/นักลงทุน (ESG)



ทั้ง 6 ผลกระทบข้างต้นเป็นเรื่องที่มองเห็นได้ชัด แต่ผลกระทบข้อสุดท้ายนี้มีผลกว้างไกลและระยะยาวที่สุด

ในปัจจุบัน คู่ค้าระดับ Tier 1 โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและบริษัทที่ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ล้วนมีกระบวนการ ESG Due Diligence ก่อนเซ็นสัญญาหรือต่อสัญญา ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบประวัติด้านสิ่งแวดล้อมของซัพพลายเออร์ด้วย โรงงานที่มีประวัติถูกปรับหรือข่าวน้ำเสียรั่วไหล มีโอกาสสูงที่จะถูกตัดออกจากบัญชีซัพพลายเออร์โดยอัตโนมัติ

นักลงทุนและสถาบันการเงินก็ให้น้ำหนักกับประวัติ ESG มากขึ้นเรื่อย ๆ ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อหรือร่วมลงทุน ข่าวเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกค้นพบผ่าน Google หรือฐานข้อมูลสาธารณะสามารถกลายเป็นอุปสรรคที่ข้ามไม่ได้ในกระบวนการ Due Diligence ได้ทันที


ตารางสรุปผลกระทบ


ผลกระทบความเสี่ยงที่ตามมา
ค่าปรับทางปกครองสูงสุด 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ. โรงงาน ม.45
โทษทางอาญาจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และ/หรือ ปรับ 10,000 บาท
ถูกสั่งปิดชั่วคราวสายการผลิตหยุด ออร์เดอร์ล่าช้า รายได้สะดุด
ถูกฟ้องแพ่งจากชุมชนค่าเสียหายไม่จำกัด + ค่าดำเนินคดี + ภาพลักษณ์พัง
ทำลายระบบนิเวศค่า BOD/COD เกินมาตรฐาน ปลาตาย ฟื้นฟูใช้เวลาหลายปี
กระทบสุขภาพชุมชนน้ำปนเปื้อน สะสมในห่วงโซ่อาหาร เปิดทางฟ้องร้อง
เสีย ESG / Brand Trustถูกตัดออกจากซัพพลายเออร์ลิสต์ นักลงทุนถอยห่าง


ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมดนี้ได้อย่างไร?

ริ่มจากประเมินระบบที่มีอยู่ให้ตรงจุดก่อน ไม่ใช่รีบเปลี่ยน
เมื่อพิจารณาทั้ง 7 ผลกระทบแล้ว จะพบว่าต้นเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องความตั้งใจ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่ใช่ทุกโรงงานที่ต้องการแนวทางแก้เหมือนกัน บางโรงงานปัญหาอยู่ที่กระบวนการดูแลรักษา บางโรงงานปัญหาอยู่ที่ขนาดระบบที่ไม่รองรับกำลังการผลิตปัจจุบัน และบางโรงงานปัญหาอยู่ที่สภาพของถังที่เสื่อมโทรมโดยไม่รู้ตัว

การประเมินระบบอย่างถูกต้องจึงเป็นขั้นตอนแรกที่ขาดไม่ได้ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าต้องซ่อม ปรับปรุง หรือเปลี่ยนใหม่ เพราะการลงทุนผิดจุดไม่ได้แก้ปัญหาต้นเหตุ และค่าน้ำทิ้งก็จะยังไม่ผ่านมาตรฐานต่อไป



สิ่งที่ต้องตรวจสอบในการประเมินระบบเบื้องต้น

  • วัดค่าน้ำทิ้งจริงเทียบมาตรฐาน ค่า BOD, COD, pH, อุณหภูมิ และความขุ่น เปรียบเทียบกับเกณฑ์กรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อรู้ว่าเกินหรือไม่ และเกินมากแค่ไหน

  • ตรวจสภาพโครงสร้างถังและท่อ รอยร้าว การรั่วซึม หรือการกัดกร่อนที่มองไม่เห็นจากภายนอก โดยเฉพาะถังที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปี

  • เทียบปริมาณน้ำเสียจริงกับขนาดระบบที่ออกแบบไว้ โรงงานที่ขยายกำลังการผลิตโดยไม่ได้อัปเกรดระบบบำบัด มักพบว่าระบบเดิมรองรับโหลดได้ไม่เพียงพอ ทำให้ค่าน้ำทิ้งเกินมาตรฐานแม้ระบบยังสภาพดีอยู่

  • ประเมินกระบวนการดูแลรักษา ตรวจสอบว่าตารางการดูแลรักษาเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ เพราะในบางกรณีปัญหาแก้ได้ด้วยการปรับกระบวนการ ไม่ต้องลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์


เคสจริงจากหน้างาน M-TECH

"ปัญหาที่เราเจอบ่อยที่สุดตอนไปสำรวจหน้างานคือโรงงานมีระบบบำบัดอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครวัดค่าน้ำทิ้งจริงมาหลายปี พอเราวัดให้ก็พบว่าค่า BOD เกินมาตรฐานไปเกือบสองเท่า บางเคสแก้ได้ด้วยการปรับกระบวนการดูแลรักษา บางเคสถึงค่อยพิจารณาเปลี่ยนถัง ขึ้นอยู่กับสภาพจริงหน้างาน"

— ทีมวิศวกรสำรวจหน้างาน M-TECH Water Solution (ณฐกฤต ตะถา)



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนระบบบำบัด ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?

ขั้นตอนแรกที่ขาดไม่ได้คือวัดค่าน้ำทิ้งจริงและตรวจสภาพโครงสร้างถังก่อน เพราะสาเหตุที่ค่าน้ำทิ้งเกินมาตรฐานมีได้หลายแบบ ทั้งถังรั่วซึม ระบบรองรับโหลดไม่พอ หรือกระบวนการดูแลรักษาที่ไม่สม่ำเสมอ แต่ละสาเหตุมีวิธีแก้ต่างกัน การรู้ต้นเหตุที่แท้จริงก่อนจึงช่วยประหยัดงบลงทุนได้มาก

ถ้าระบบบำบัดเดิมมีปัญหาอยู่แล้ว ต้องเปลี่ยนทั้งหมดหรือเปล่า?

ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ในบางกรณีปัญหาแก้ได้ด้วยการซ่อมหรือปรับปรุงส่วนที่มีปัญหาโดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ขึ้นอยู่กับผลการประเมินสภาพจริง ทีมวิศวกร M-TECH จะแนะนำแนวทางที่ตรงกับสภาพหน้างานจริงของโรงงานแต่ละแห่ง ไม่ใช่แนวทางเดียวสำหรับทุกโรงงาน

ถังบำบัดน้ำเสีย FRP เหมาะกับโรงงานประเภทไหน?

FRP เหมาะกับโรงงานที่น้ำเสียมีสภาพเป็นกรดหรือด่าง มีสารเคมีกัดกร่อน หรือที่ต้องการลดระยะเวลาและพื้นที่ในการติดตั้ง แต่ความเหมาะสมจริงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบน้ำเสีย ปริมาณน้ำเสียต่อวัน และข้อจำกัดของพื้นที่หน้างานแต่ละโรงงาน การประเมินก่อนจึงสำคัญกว่าการเลือกวัสดุล่วงหน้า

M-TECH มีบริการสำรวจหน้างานก่อนเสนอราคาไหม?

มีครับ M-TECH Water Solution มีบริการสำรวจและประเมินระบบบำบัดน้ำเสียหน้างานฟรี โดยทีมวิศวกรสิ่งแวดล้อม ผลการประเมินจะบอกได้ชัดว่าระบบปัจจุบันมีความเสี่ยงตรงจุดไหน และแนวทางแก้ไขแบบไหนคุ้มค่าที่สุดสำหรับสถานการณ์ของโรงงาน จากนั้นจึงออกใบเสนอราคาที่ตรงกับความต้องการจริง


รู้ว่าระบบบำบัดของคุณยังอยู่ในเกณฑ์หรือเปล่า? ให้วิศวกร M-TECH ช่วยประเมินให้ฟรี


อ่านต่อ:การบำบัดน้ำเสียมีกี่ประเภท? สรุปวิธีเลือกให้เหมาะกับโรงงาน

Powered by MakeWebEasy.com